วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557


                                                     

หมู่บ้านช้าง ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ จ.สุรินทร์


             ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง เป็นสถานที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิถีความเป็นอยู่ ความผูกพัน ของคนในชุมชนและช้าง รวมทั้งประเพณี และวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมอย่างใกล้ชิด ชาวบ้านตากลาง แต่ละครัวเรือนจะมีช้างที่เลี้ยงไว้อาศัยอยู่รวมกัน จนช้างที่พวกตนเลี้ยงไว้เปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของตน ก่อให้เกิดสายใยความผูกพันที่แน่นเฟ้นขึ้น ระหว่างคนกับช้าง ณ บ้านตากลาง จ. สุรินทร์ ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก

หมู่บ้านช้าง สุรินทร์











ชาวบ้านตากลาง ดั้งเดิมเป็น ชาวส่วย (กูย) หรือ กวย ที่มีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้าง ส่วนมากต้องเดินทางไปคล้องช้างบริเวณชายแดนต่อเขตประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ปัจจุบันสภาวะการเมืองระหว่างประเทศทำให้ชาวบ้านตากลาง ไม่สามารถไปคล้องช้าง เช่นแต่ก่อนได้ แต่ชาวบ้านตากลางยังคงเลี้ยงช้าง และฝึกช้างเพื่อไปร่วมแสดงในงานช้างของจังหวัดทุกปี
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
ลักษณะการเลี้ยงช้างของชาวบ้านตากลาง เหมือนการเลี้ยงช้างไว้เป็นเพื่อน นอนร่วมชายคาเดียวกับตน ดังนั้นถ้านักท่องเที่ยวได้ไปที่บ้านตากลาง นอกจากจะได้เห็นสภาพโรงช้างดังกล่าวแล้ว ยังจะได้สัมผัสการดำรงชีวิตของ ชาวส่วย พร้อมทั้งจะได้พบปะพูดคุยกับหมอช้าง ที่มีประสบการณ์ในการคล้องช้างมาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา รวมทั้งยังสามารถเดินทางชมจุดบริเวณที่แม่น้ำชี และแม่น้ำมูลไหลมารวมกัน ซึ่งห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตร มีทัศนียภาพที่งดงามน่าพักผ่อนหย่อนใจ และชวนให้ศึกษาในเชิงของธรรมชาติด้วย
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เป็นศูนย์รวมของสมาชิกช้างทั้งในบ้านกะโพ ตากลาง และจากหมูบ้านอื่น ๆ ในจังหวัดสุรินทร์มากกว่า 200 ตัว ซึ่งจัดให้เป็นวิถีชีวิตที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันของคนกับช้างโดยมีทั้งบ้าน เรือนของชาวบ้านหรือที่เรียกว่าควานช้าง และมีที่อยู่ของช้างอยู่ทั่วบริเวณเป็นวิถีชีวิตที่น่าทึ่งมากๆ  ไม่ว่าเราจะเดินไปบริเวณไหนเราก็จะพบเห็นช้างอยู่แทบทุกที่ ซึ่งช้างแต่ละตัวก็เป็นช้างแสนรู้น่ารัก ไม่ดุร้าย  และสามารถเข้ากับคนได้ง่าย ช้างบ้านตากลางเป็นช้างบ้านที่เชื่อง นอนร่วมชายคาเรือนเดียวกันกับคน  เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ช้างกับคนอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
โดย ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
สนามแสดงช้างแสนรู้ จะมีการแสดงความสามารถอันเฉลียวฉลาดและน่ารักของช้างในศูนย์ฯ อาทิ ช้างเต้นรำ ช้างวาดรูป ช้างปาลูกโป่ง ช้างเตะฟุตบอล ฯลฯ โดยจะเปิดการแสดงทุกวัน วันละ ๒ รอบ คือ ๑๐.๓๐ น. และ ๑๔.๓๐ น. ไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
อาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่แสดงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง อาทิ วิวัฒนาการของช้าง ช้างในยุคต่างๆ โครงกระดูกช้าง โรคที่เกี่ยวข้องกับช้าง เครื่องมือในการคล้องช้าง ภาพวิธีการจับช้างในรูปแบบต่างๆ ลักษณะสำคัญของช้าง อาหารและยาสมุนไพรช้าง วิถีความผูกพันระหว่างคนกับช้าง พิธีการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับช้าง ขั้นตอนวิธีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับช้างที่เสียชีวิต วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวกวยหรือกูย เป็นต้น
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
ศาลปะกำ ที่เป็นเสมือนเทวาลัยสิงสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษและผีปะกำ ตามความเชื่อของ ชาวกวย หรือ กูย นิยมปลูกสร้างไว้ในชุมชนคุ้มบ้าน นักท่องเที่ยวสามารถไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์จาก ศาลปะกำ กันได้ ซึ่งเชื่อกันว่า ขอสิ่งได้ ได้สมปรารถนาดั่งที่ตั้งใจไว้
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
วังทะลุ ห่างจากหมู่บ้านช้างเพียง 3 กิโลเมตร ที่นี่เป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหล และลำน้ำชี มาบรรจบกัน ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่จังหวัดอุบลราชธานี “วังทะลุ” เป็นสายน้ำที่แวดล้อมไปด้วยป่าที่กว้างใหญ่ไพศาล ก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงามซึ่งหาชมได้ยาก ยังมีความอุดมบูรณ์ทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นที่อาบน้ำของช้างในหมู่บ้านยามเย็น

หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
การแสดงช้างที่ ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ มีทุกวัน วันละ 2 รอบ
รอบเช้า เวลา 10.00น.
รอบบ่าย เวลา 14.00น.
ค่าเข้าชม
ผู้ใหญ่ คนละ 50 บาท
เด็กโต คนละ 20 บาท
เด็กเล็ก คนละ 10 บาท
ชาวต่างชาติ คนละ 100 บาท
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
นอกจากการแสดงของช้างแล้ว ยังมีการแสดงงู ภายในหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ ซึ่งการแสดงจะเริ่มหลังจากชมการแสดงของช้างแสนรู้จบลง ซึ่งเสียค่าเข้าชมการแสดงคนละ 20 บาท
หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
การเดินทาง
การเดินทางมายัง ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จากกรุงเทพใช้เส้นทาง กรุงเทพ- สระบุรี- นครราชสีมา จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพแล้วแยกเลี้ยวขวาเข้าทางหมายเลข 206 เส้นทาง ไป อำเภอพิมายแยกซ้ายเข้าทางหมายเลข 2175 ไปชุมพวงผ่านอำเภอแคนดง-สตึก-ชุมพลบุรี
จากชุมพลบุรี ตรงไปยัง อำเภอท่าตูม ทางหมายเลข 2018 ประมาณ 12 กิโลเมตร จะมีทางเลี้ยวขวาลัดไปยังหมู่บ้านช้างบริเวณบ้านกระสัง ไปบ้านยางบภิรมย์ แล้วตรงไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง เส้นทางสะดวกเป็นถนนทางลาดยางตลอดสาย และยังมีป้ายบอกตลอดการเดินทาง
แผ่นที่หมู่บ้านช้าง สุรินทร์
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมและจองการแสดงล่างหน้า ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ โทร 044-517461  044-145050 และททท. สนง.สุรินทร์ โทร. 044-514447-8 044-518529





ปราสาทพนมสวาย

           วนอุทยานพนมสวาย ตั้งอยู่ที่ตำบลนาบัว อำเภอเมือง ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) ระยะทาง 14 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นภูเขาเตี้ย ๆ มียอดเขาอยู่ 3 ยอด

    ยอดที่ 1 มีชื่อว่ายอดเขาชาย (พนมเปราะ) สูง 210 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย มีบันไดก่ออิฐถือปูนขึ้นถึงวัด ระหว่างทางเรียงรายไปด้วยระฆังจำนวน 1,080 ใบให้ผู้มาเยือนเคาะเพื่อความเป็นสิริมงคล มีสระน้ำกว้างใหญ่และร่มรื่นด้วยต้นไม้ บนเขาเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล เป็นพระพุทธรูปสีขาว ปางประทานพร ภปร. ขนาดหน้าตักกว้าง 15 เมตร สูง 21.50 เมตร มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุที่บริเวณพระนาภี

    ยอดที่ 2 มีชื่อว่ายอดเขาหญิง (พนมสรัย) สูงระดับ 228 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดพนมศิลาราม ทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานบนยอดเขา และยังมี สระน้ำโบราณ 2 สระที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของ เต่าศักดิ์สิทธิ์

    ยอดที่ 3 มีชื่อว่าเขาคอก (พนมกรอล)พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ได้จัดสร้างศาลาอัฏฐะมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง จากยอดเขาชายมาประดิษฐานไว้ในศาลา โดยเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และสำเร็จบริบูรณ์ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2525 ใกล้กันนั้นมีสถูปที่เก็บอัฐิธาตุพระราชวุฒาจารย์ หรือหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระเกจิสายวิปัสสนา วัดพนมศิลาราม และศาลเจ้าแม่กวนอิม ให้ประชาชนได้เคารพบูชา

    ในอดีตบรรพบุรุษชาวสุรินทร์ถือว่าเขาพนมสวายเป็นสถานที่แสวงบุญ โดยการเดินทางไปขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันหยุดงานตามประเพณีของชาวจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณกาล และจวบจนปัจจุบันชาวสุรินทร์ยังถือปฏิบัติเรื่อยมา ผู้ที่มาเยือนเขาพนมสวายจะได้สักการะ9สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล คือพระใหญ่หรือพระพุทธ สุรินทรมงคล รอยพระพุทธบาทจำลอง อัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล พระพุทธรูปองค์ดำ หลวงปู่สวน ปราสาทหินพนมสวาย ศาลเจ้าแม่กวนอิม เต่าศักดิ์สิทธิ์ และสระน้ำศักดิ์สิทธิ์

Gallery รูปภาพ วนอุทยานพนมสวาย


ทางเข้าวนอุทยานพนมสวาย
ทางเข้าวนอุทยานพนมสวาย เป็นโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จังหวัดและคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธ โดยร่วมกันจัดหาระฆัง 1,080 ใบ จากวัดทั้งหมดในจังหวัดสุรินทร์ 1,070 วัด และวัดสำคัญในกรุงเทพมหานคร 10 วัด เพื่อติดตั้งบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในวนอุทยานพนมสวายแห่งนี้ ให้มีภูมิทัศน์สวยงามยิ่งขึ้น และให้นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป ที่ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้เคาะระฆังบูชาพระรัตนตรัยเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว วนอุทยานพนมสวายมีพื้นที่ 1,975 ไร่ ประกอบด้วยยอดเขา 3 ลูกคือ
 ยอดที่ 1 ชื่อพนมเปร๊าะ หรือเขาชาย สูง 220 เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล
 ยอดที่ 2 ชื่อพนมสรัย หรือเขาหญิง สูง 210 เมตร เป็นที่ตั้งวัดพนมศิลาราม
 ยอดที่ 3 ชื่อพนมกรอล หรือเขาคอก สูง 150 เมตร เป็นที่ตั้งสถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ยอดพระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนา

 วนอุทยานพนมสวายตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 18,145 ไร่ มีสถานที่ที่น่าสนใจหลายแห่งเริ่มต้นตั้งแต่ซุ้มประตู เป็นซุ้มที่สลักลวดลายสวยงาม สถาปัตยกรรมขอมโบราณ สร้างขึ้นในปี 2548-2549 ถัดเข้าไปจะมีผาดอกบัว ตามเส้นทางลึกเข้าไปมีเสาหินจำหลักแบบเดียวกันตั้งเรียงรายเป็นแนวอย่างสวยงาม ข้างทางยังมีทางแยกเข้าไปชมสถานที่ต่างๆ ได้แก่ น้ำตกโตงใหญ่ รอยเท้าหลวงตาพรม บ่อสัมฤทธิ์ ลานหินล้านปี บ่อขมิ้น บ่อสกัด คอกโบราณหรือที่เรียกว่า กรอล ฯลฯ

ทางเข้าสถูปอัฐิหลวงปู่ดุลย์
ทางเข้าสถูปอัฐิหลวงปู่ดุลย์ อตุโล หลังจากที่เดินทางผ่านซุ้มประตูของวนอุทยานพนมสวายเข้ามาได้สักระยะหนึ่งเราก็ได้เจอลานจอดรถใกล้สถูป มีซุ้มขายเครื่องดื่ม มีธูปเทียนดอกไม้ บริการที่นี่ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีไม้สำหรับเคาะระฆัง ราคา 50 บาท เพื่อใช้เคาะระฆัง 1,080 ใบ ในวนอุทยานพนมสวาย ระฆังที่เราเห็นอยู่ที่ทางเข้าสถูป และสถานที่อื่นๆ ทั้งหมด จะมีลายสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ดังนั้นถ้าจะเคาะระฆังเหล่านี้ควรใช้ไม้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ลวดลายบนระฆังเกิดความเสียหาย

 ทางเข้าสถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์ อตุโล และบริเวณรอบๆ จะแขวนระฆังไว้เป็นเสมือนกำแพง โดยเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าระฆังที่นี่มี 540 ใบ อีก 540 ใบจะอยู่ที่ทางขึ้นเขาชายที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล

ระฆังสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา และเพื่อให้ได้เห็นภาพกันชัดเจนขึ้นก็เลยถ่ายลวดลายบนระฆังมาให้ชมกันจะได้เข้าใจว่าทำไมจึงต้องใช้ไม้เท่านั้นในการเคาะระฆัง ระฆังทั้งหมด 1,080 ใบมีลวดลายแบบเดียวกันทั้งหมดครับ

สถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์
สถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์ อตุโล และเมื่อเดินตามทางเข้ามาเรื่อยๆ จะเห็นสถูปได้ชัดๆ เป็นการก่อสร้างที่สวยงามด้วยทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ประตูทางเข้าออกได้ 4 ทาง ลานประทักษินปูด้วยอิฐเป็นบริเวณกว้างโดยจะเห็นแนวระฆังที่แขวนไว้รอบๆ ได้

ซุ้มประตูสถูป
ซุ้มประตูสถูป ชมภายนอกกันแล้วก็มาที่ภายในก่อนที่จะเดินก้าวเข้าไปในซุ้มประตู เอาภาพลวดลายที่สวยงามบนซุ้มมาฝากกันด้วยครับ

หลวงปู่ดุลย์
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล เมื่อเข้ามาด้านในแล้วก็เอาธูปเทียนที่ทำบุญบูชามาจากด้านหน้าทางเข้าสถูปมาจุดสักการะหลวงปู่ดุลย์ เกจิอาจารย์ที่ได้รับความเคารพศรัทธาอย่างสูงสำหรับชาวสุรินทร์ และทั่วประเทศ

บันไดนาคเขาคอก
บันไดนาคเขาคอก ออกจากสถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุลย์แล้ว ก็ได้เวลาสำรวจสถานที่อื่นๆ บนยอดเขาคอก จะมีบันไดนาคแห่งนี้ที่สะดุดตาอยู่นานแล้วและคิดว่าคงเป็นทางเดินไปไหนได้อีกแน่ๆ เลยเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า บันไดนาคนี้เป็นทางเดินขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาอัฐะมุข และศาลเจ้าแม่กวนอิม ยังเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นยอดเขาชายได้ด้วย

สระน้ำข้างบันไดนาค
สระน้ำข้างบันไดนาค เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สามารถจะทำได้เมื่อมาเที่ยวที่วนอุทยานพนมสวาย คือการให้อาหารปลา ซึ่งซื้อจากซุ้มที่บริการนักท่องเที่ยวอยู่ สระน้ำนี้มองดูขนาดไม่ใหญ่มากนักแต่มีปลาหลายชนิดอาศัยอยู่ชุกชุม รายล้อมด้วยต้นไม้แน่นขนัดดูครึ้มไปทั่วบริเวณ

ศาลาอัฐะมุข
ศาลาอัฐะมุข เป็นศาลาที่ตั้งอยู่บนพนมกรอล หรือเขาคอกแห่งนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2525 โดยพุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ เป็นอนุสรณ์ครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง

 ศาลาอัฐะมุขนี้สร้างเป็นทรงแปดเหลี่ยม มีประตูทางเข้าออกได้ 4 ทาง แต่ปัจจุบันจะเปิดเฉพาะด้านหน้าและด้านข้าง เท่านั้น

รอยพระพุทธบาทจำลอง
รอยพระพุทธบาทจำลอง ภายในศาลาอัฐะมุข เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2470 เดิมประดิษฐานอยู่บนเขาชาย หลังจากสร้างศาลาอัฐะมุขแล้วจึงย้ายมาประดิษฐานที่นี่

ศาลเจ้าแม่กวนอิม
ศาลเจ้าแม่กวนอิม อยู่ห่างจากศาลาอัฐะมุขเพียงเล็กน้อยโดยมีทางเดินเชื่อมถึงกันได้ ภายในประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมที่งดงาม ผนังด้านในหลังเจ้าแม่กวนอิมมีภาพเทพเจ้าตามความเชื่อแบบมหายาน

พระพุทธสุรินทรมงคล
พระพุทธสุรินทรมงคล พระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาชายจากเขาคอกที่เราเดินลงมาจากศาลาอัฐะมุขจะมองเห็นพระพุทธรูปองค์นี้ได้ชัดเจน จากตรงนี้เราจะเดินทางไปยังเขาชาย ก็คงต้องใช้รถ เพราะระยะทางแม้จะไม่ไกลมากแต่ก็ไม่ควรจะจอดรถไว้ตรงนี้แล้วเดินไปแน่ๆ

 เก็บตกเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะเดินทางต่อ ที่เขาคอกแห่งนี้มีห้องน้ำบริการ เป็นห้องน้ำเล็กๆ ที่สร้างได้สวยงามมาก มีการรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี โดยหญิงชราอายุ 74 ปี

บันไดขึ้นเขาชาย
บันไดขึ้นเขาชาย (พนมเปร๊า๊ะ) เขาชายเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคล อยู่บนยอดเขา มีบันไดทางเดินประมาณ 200 กว่าขั้น เดินเพียงไม่นานก็ถึงยอดเขา 2 ข้างทางเดินแขวนระฆังเรียงรายกันเป็นระดับไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จากข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ก็จะมีระฆังทั้งหมด 540 ใบ รวมกับรอบสถูปอัฐิหลวงปู่ดุลย์ ก็เป็น 1,080 ใบพอดี ซึ่งแต่ละใบก็จะมีลวดลายสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาทั้งสิ้น

 เมื่อเดินขึ้นไปจะพบกับศาลาหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ดำ

ระฆังจากวัดระฆังโฆสิตาราม
ระฆังจากวัดระฆังโฆสิตาราม ภาพซ้ายมือเป็นระฆังจากวัดระฆังที่มอบให้วนอุทยานพนมสวาย มีสัญลักษณ์ ฉลองสิริราชสมบัติ 50 ปี

 ส่วนภาพขวามือเป็นระฆังที่มีจำนวนน้อยใน 1,080 ใบ ที่มีการลงสีทองไว้และหลุดร่อนไปบ้างบางส่วน

ศาลาพระพุทธรูปองค์ดำ
ศาลาพระพุทธรูปองค์ดำ อยู่ด้านหน้าของพระพุทธสุรินทรมงคล เป็นศาลาที่สร้างด้วยลวดลายสลักงดงามศิลปะแบบขอมโบราณ

พระพุทธสุรินทรมงคล
พระพุทธสุรินทรมงคล พระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่เด่นสง่ามองเห็นได้แต่ไกล เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตใจชาวเมืองสุรินทร์ เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางประทานพร หน้าตักกว้าง 15 เมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามไว้ โดยสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2520 ดำเนินการสร้างโดยพุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์

พระพุทธรูปองค์ดำ
พระพุทธรูปองค์ดำ สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2532 มีหน้าตักกว้าง 120 เซนติเมตร สูง 104 เซนติเมตร

วิวสวยพนมเปร๊าะ
วิวสวยพนมเปร๊าะ ยอดเขาชายหรือพนมเปร๊าะ เป็นยอดเขาที่มีจุดชมวิวที่สวยงามของท้องทุ่งนาเขียวขจีของชาวสุรินทร์ได้กว้างไกล จุดชมวิวนี้อยู่เบื้องหลังของพระพุทธสุรินทรมงคล มีบันไดทางเดินลงซึ่งต้องปีนก้อนหินบ้างเล็กน้อย

วิวสวยพนมเปร๊าะ
วิวสวยพนมเปร๊าะ อีกภาพหนึ่งของท้องทุ่งนาสวยๆ ที่อยู่ระหว่างการดำนา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของกระบวนการปลูกข้าว

วัดพนมศิลาราม
วัดพนมศิลาราม เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมสรัย หรือเขาหญิง วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ค่อนข้างสงบ กุฎิสงฆ์สร้างอยู่ห่างออกไปในป่าค่อนข้างห่างจากอุโบสถ (ภาพบนซ้าย)

 วัดพนมศิลารามมีอุโบสถที่โดดเด่นขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นชั้นบนของอาคาร ส่วนชั้นล่างใช้เป็นวิหารและศาลา ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์พระครูพนมศิลคุณสร้างไว้ข้างสระน้ำ

 ด้วยความสงบของวัดพนมศิลารามมีสัตว์เดินไปเดินมาอย่างสบายอารมณ์ไม่เกรงกลัวคนที่เข้ามาในวัด นอกจากแพะตัวนี้จะเดินเข้ามาหาโพสต์ท่าสุดเท่ห์ให้ถ่ายรูปสบายๆ นอกจากนี้ยังมีแมว สุนัข กระรอก ให้ได้เห็น

บริเวณวัดพนมศิลาราม
บริเวณวัดพนมศิลาราม สิ่งที่น่าสนใจในวัดแห่งนี้ยังมีพระพุทธรูปปางประสูติที่สร้างใหญ่มาก ในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เป็นบริเวณที่แสนสงบเหมาะแก่การเจริญสมาธิวิปัสสนา
 หอระฆังวัดพนมศิลารามเป็นหอระฆังที่สร้างมานานมากเมื่อเทียบกับอาคารอื่นๆ ของวัด ใกล้ๆ หอระฆังมีวิหารพระสังกัจจายน์ ให้ประชาชนได้กราบไหว้

เจดีย์บรรจุอัฐิพระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมัน
เจดีย์บรรจุอัฐิพระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมัน เจดีย์บรรจุอัฐิพระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมัน (จรัณย์) เจ้าเมืองสุรินทร์คนที่ 8 (พ.ศ. 2438) อยู่ในบริเวณวัดพนมศิลาราม ใกล้ๆ ซุ้มประตูและบันไดนาคของวัด

บริเวณรอบๆ
บริเวณรอบๆ ที่น่าสนใจในวนอุทยานพนมสวาย ภาพบนซ้าย เป็นศาลาซึ่่งเป็นชั้นล่างของอาคารหลังใหญ่และเป็นอุโบสถของวัด มีพระประธานที่มีพุทธลักษณะงดงาม ผนังเบื้องซ้ายขององค์พระประธานเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิด และมีภาพเขียนฝาผนังที่สวยงาม

 ภาพบนขวา เป็นบันไดนาคจากวัดเดินลงไปยังเชิงเขาซึ่งไม่สูงนักมีเส้นทางไปยังหินรูปเต่าศักดิ์สิทธิ์

 ภาพล่างซ้าย หินรูปเต่าศักดิ์สิทธิ์ ห่างจากวัดพนมศิลารามประมาณ 500 เมตร โดยมีถนนลาดลงมาถึงเดินทางโดยรถยนต์ได้ รอบๆ เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ เป็นที่หาปลาทำมาหากินของชาวบ้านรอบๆ วนอุทยานพนมสวาย ทำให้เราได้เห็นภาพวิถีชีวิตที่สวยงาม

หนองน้ำแห่งชีวิต
หนองน้ำแห่งชีวิต ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในบริเวณวนอุทยานพนมสวายเป็นที่พึ่งของชีวิตหลายชีวิต ทั้งคนและสัตว์ สมควรที่จะได้รับการดูแลและอนุรักษ์ไว้เพื่อลูกหลาน
 จบการนำเที่ยวชมวนอุทยานพนมสวายด้วยรูปนี้เลยครับ นอกจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด วนอุทยานพนมสวายยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกได้แก่
 รอยเท้าหลวงตาพรหม เป็นปรากฏการทางธรณี ที่ไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจน ตามตำนานเล่าว่า หลวงตาพรหมเป็นคนโบราณที่มีรูปร่างใหญ่โตมาก ได้หาบหินผ่านมาถึงบริเวณเขาสวายไม้คานเกิดหัก หินที่หาบมาก็หล่นมากองกันจนกลายเป็นเขาสวาย รอยเท้าหลวงตาพรหมในอดีตได้มีผู้คนค้นพบหลายจุดด้วยกันแต่ในปัจจุบันไม่มีใครทราบทางชัดเจน
 ลานหินล้านปี เป็นพื้นที่ลานหินกว้างท่ามกลางโอบกอดของป่าแคระ มีหินเรียงรายติดต่อกันเป็นจำนวนมากทำให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม
 บ่อขมิ้น เป็นบ่อหินธรรมชาติกว้างประมาณ 1 เมตร ลึก 1 เมตร ในอดีตจะมีน้ำสีเหลืองทองคล้ายขมิ้นขังอยู่ตลอดปี โดยไม่ทราบที่มา กระทั่งเมื่อมีผู้คนเดินทางมาชมบ่อขมิ้นเป็นจำนวนมาก บางคนก็โยนสิ่งของลงไปในบ่อ ทำให้สีของน้ำที่เหมือนขมิ้นจางหายไปในที่สุด

 เหตุที่ไม่ได้เข้าไปชมให้หมดทุกที่นั้นก็เพราะเวลาสำหรับทริปนี้เราสั้นไปหน่อยยังต้องเดินทางต่อไปชมงานแห่เทียนพรรษาที่อุบลราชธานี ไม่งั้นคงได้เห็นภาพทั้งหมดแน่นอนครับ แต่ยังไงๆ ถ้ามีโอกาสเราจะไปเก็บภาพมาเพิ่มให้ได้แน่นอนครับ




หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง
       
         
         ตั้งอยู่ที่บ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 10 กม. โดยใช้เส้นทางถนนสายเกาะลอย-เมืองลีง เป็นโรงงานทอผ้ายกทองโบราณที่คุณภาพผ้าและลายทัดเที่ยมของโบราณ เป็นการทอโดยใช้ใยไหมเส้นเล็กละเอียด (ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติ ด้วยเทคนิคแบบโบราณผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตร แบบลายชั้นสูงในอดีต เช่น ลายเทพพนม ลายหิ่งห้อยชมสวน ลายก้านขดเต้นรำ ลายครุฑยุคนาค เป็นต้น รวมทั้งไหมทองคำที่ผลิตขึ้นมาจากเส้นเงินบริสุทธิ์แล้วปั่นควบกับเส้นไหม นำมาทักทอเป็นผ้าไหมยกทอง ที่มีความวิจิตรงดงาม ในการออกแบบและการทอแต่ละผืนต้องใช้เวลานาน บางผืนอาจใช้เวลาเป็นปีจึงแล้วเสร็จ ขึ้นอยู่กับขนาดของตะกอ การทอผ้าไหมของชาวบ้านท่าสว่างได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากสำนักพระราชวัง และมูลนิธิในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จนได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทอผ้าไหมมอบให้กับผู้นำเอเปค เมื่อปี พ.ศ. 2546 เอ่ยชื่อ"บ้านท่าสว่าง" ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ผู้คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก
แต่ถ้าพูดถึง "หมู่บ้านผ้าไหมเอเปค บ้านท่าสว่าง" จะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม "เอเปค" เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ที่มีการทอผ้าไหมยกทองโบราณมอบแก่ผู้นำทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุม เป็นเสื้อและผ้าคลุมไหล่ที่มีความงดงามอย่างยิ่ง ทำให้ "บ้านท่าสว่าง" เป็นที่รู้จักนับแต่นั้นมา จังหวัดสุรินทร์ได้รับสมญานามว่าเป็น " ราชาและราชินีแห่งผ้าไหม" มีชนเผ่าพื้นเมือง 3 เผ่า คือ เขมร ลาว กวย อาชีพหลักคือการทำนา ทำไร่ เสร็จจากนาจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้า
ผ้าไหมของชาวสุรินทร์แต่ละพื้นที่มีลวดลายที่แตกต่างกันกว่า 20 ลาย แต่ที่นิยมทอกันมาก คือ "ลายโฮลและลายอัมปรม" ที่ชนะการประกวดในสุดยอดผ้าไหม จนเป็นที่ยอมรับและพูดกันติดปากว่าจะซื้อผ้าไหมต้องไปสุรินทร์ ถิ่นเมืองช้าง ซึ่งปัจจุบันเป็นจังหวัดที่มีช้างเลี้ยงมากที่สุดในโลก อยู่ที่หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน ทางการประกาศให้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง และกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้ "นายวีระธรรม ตระกูลเงินไทย" ช่างผู้ออกแบบทอผ้าไหม "เอเปค" ชาวบ้านท่าสว่าง ให้เป็นผู้ออกแบบการ ทอผ้าไหมยกทองโบราณ เพื่อเป็นผ้าคลุมพระอังสาแด่ราชินี พระราชอาคันตุกะที่จะเสด็จฯมาร่วมงานฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี ของในหลวงระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน นายวีระธรรม ความภูมิใจของชาวสุรินทร์พูดถึงการทำงานครั้งนี้ว่า ที่กระทรวงการต่างประเทศไว้       วางใจให้ชาวบ้านท่าสว่างเป็นผู้ทอผ้าไหมเพื่อเป็นผ้าคลุมพระอังสา ของกำนัล       จากเมืองไทยแด่พระราชินีจากประเทศที่จะเสด็จฯ มาร่วมงานฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี
โดยชาวบ้านได้ออกแบบและลงมือทอไปแล้วตั้งแต่วันที่1พฤษภาคมที่ผ่านมา เอกลักษณ์ผ้าไหมหรือผ้าคลุมพระอังสานั้น ผ้าไหมที่ทอเป็นผ้ายกทอง ใช้ชื่อว่า "ลายครุฑหรือลายครองราชย์" มีขนาดความกว้าง 75 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร 20 เซนติเมตร ใช้ไหมไทยและไหมทองย้อมด้วยสีธรรมชาติ ไม่ใช้สีเคมี ใช้เส้นพุ่งหรือตะกอจำนวน 1,081 ตะกอ ใช้เวลาทอประมาณ 1 เดือน ทอตลอด 24ชั่วโมง   



                                          


























             

 อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง

    
      ติดต่อสอบถาม:
      ททท.สำนักงานสุรินทร์ (สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ) 0 4451 8152
             ห้วยเสนง เป็นอ่างเก็บน้ำของโครงการชลประทาน อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางถนนสายสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) ประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5-6 แยกซ้ายมือไปทางถนนริมคลองชลประทาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ห้วยเสนงนี้เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีสันเขื่อนสูง บนสันเขื่อนเป็นถนนลาดยาง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองสุรินทร์ และภายในที่ทำการชลประทานมีพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

                                   รูปภาพ ห้วยเสนง


ทางเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง
ทางเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง จากเส้นทางสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) จากตัวเมืองสุรินทร์ออกมาไม่ไกลมากนักก็ถึงทางแยกเข้าอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ทางหลวงชนบท สร.5051 เป็นถนนคู่ขนานเลียบกับคลองชลประทาน มีถนนทั้ง 2 ฝั่งของคลอง โดยมีทางเชื่อมต่อถึงกันเป็นเพียงสะพานเล็กๆ สำหรับจักรยานยนต์เท่านั้น สำหรับประชาชนในละแวกนี้หากต้องการเดินทางไปไหนมาไหนก็ต้องใช้สะพานไม้ที่สร้างขึ้นมาเองอย่างง่ายๆ มีหลายแบบตามที่จะหาไม้มาได้ ในรูปนี้ก็เป็นแบบหนึ่งที่ถูกใจเรามากเพราะมีกิ่งไม้มาทำเป็นราวสะพานด้วย ฟากหนึ่งของคลองชลประทานมีต้นไม้จำนวนมากเรียงกันอย่างร่มรื่น บริเวณริมคลองยังกว้างมากเพียงพอที่จะใช้เป็นสถานที่นั่งเล่นพักผ่อนได้ด้วย

อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง
อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง สุดทางเป็น 3 แยก มีพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า เลี้ยวซ้ายจะเป็นทางเข้าไปในหน่วยงานราชการอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ส่วนเลี้ยวขวาเป็นถนนเลียบริมอ่างเก็บน้ำไปได้อีกไกลมาก

ที่พักผ่อนริมห้วยเสนง
ที่พักผ่อนริมห้วยเสนง ก่อนที่จะเข้าไปในเขตราชการ มีพื้นที่ส่วนหนึ่งมีร้านค้ามาเปิดเป็นร้านอาหารริมอ่างเก็บน้ำ โดยด้านขวามือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มองไปเป็นน้ำเวิ้งว้างสุดสายตา ส่วนอีกด้านหนึ่งของคันคอนกรีตมีร้านค้าร้านอาหารมากมายหลายร้าน มีร้านเช่าห่วงยางสำหรับผู้ที่อยากจะลงเล่นน้ำที่นี่

ร้านอาหารริมห้วยเสนง
ร้านอาหารริมห้วยเสนง กระท่อมหลังคามุงจากหลังเล็กๆ เรียงกันไปแบบติดๆ กัน เป็นร้านอาหารสำหรับนั่งกินข้าวกลางวันแบบครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนฝูง ในขณะที่หลายคนก็แยกย้ายกันไปลงเล่นน้ำที่อีกด้านหนึ่งของคันคอนกรีต บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่เรียงกันจำนวนมากเป็นที่พักผ่อนที่ดีในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

อ่างเก็บน้ำเวิ้งว้างกว้างใหญ่
อ่างเก็บน้ำเวิ้งว้างกว้างใหญ่ อ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากจนดูเหมือนทะเลที่กว้างใหญ่มีโรงสูบน้ำประปาตั้งลึกเข้าไปในอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ได้เห็นอยู่กลางน้ำ

โรงสูบน้ำประปาห้วยเสนง
โรงสูบน้ำประปาห้วยเสนง 

จุดชมวิวห้วยเสนง
จุดชมวิวห้วยเสนง เป็นซุ้มประตูต้นไม้จัดไว้สวยๆ สำหรับเข้าไปถ่ายรูปริมน้ำ โดยสร้างเป็นระเบียงยื่นเข้าไปเป็นจุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง

จุดชมวิวห้วยเสนง
จุดชมวิวห้วยเสนง 

หน่วยงานอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง
หน่วยงานอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เป็นเขตของราชการที่ทำงานที่นี่ เปิดให้ประชาชนเข้าไปชมภายในได้ ในพื้นที่นี้ยังมีเรือนรับรองที่ประทับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศ์ ในการเสด็จเยือนอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ แต่หากเป็นเขตเรือนรับรองจะเข้าไปไม่ได้ครับ

จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง
จุดชมวิวอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง เป็นอีกจุดหนึ่งที่สร้างอย่างแข็งแรง มองออกไปก็ยังเป็นน้ำกว้างไกลรอบด้าน

มินิมาร์ทเพื่อชีวิต
มินิมาร์ทเพื่อชีวิต หลังจากที่ได้เดินชมรอบๆ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนงแล้วขับรถย้อนกลับออกมา จะเจอร้านมินิมาร์ทร้านหนึ่งที่ตกแต่งร้านได้อย่างคลาสสิคมาก เป็นสไตล์เพื่อชีวิตมีสัญลักษณ์คาราบาวติดหน้าร้าน มองภายนอกเหมือนผับมาก แต่เปิดร้านเป็นมินิมาร์ทสะดวกซื้อแทน

ท่องเที่ยวหัวใจใหม่
ท่องเที่ยวหัวใจใหม่ เป็นสภาพท้องทุ่งนาของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเมื่อเริ่มทำนาปลูกข้าวเจ้าควายทุยก็ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่นาได้เพราะมันจะเดินย่ำให้ข้าวเสียหาย ควายเหล่านี้ก็ต้องผูกไว้ด้านนอกให้มันหากินไปตามเรื่อง พร้อมกับนกเอี้ยงที่มาทำหน้าที่เลี้ยงควายเป็นบรรยากาศลูกทุ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมของหมู่นักท่องเที่ยวหัวใจใหม่แล้วครับ

ทุ่งนาสวยๆ
ทุ่งนาสวยๆ ข้างทางห้วยเสนง แถมภาพสวยๆ ข้างทางอีกภาพครับดูเจ้าควายมันจะเริ่มสงสัยแล้วว่าเรายืนทำอะไรกันจังหวะมันหันมามองพอดีภาพนี้ถูกใจครับ

ทางเดินท้องทุ่ง
ทางเดินท้องทุ่ง สะพานทางเดินง่ายๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อจะได้ไม่ต้องลงไปเดินในโคลนระหว่างการเดินไปที่นาของตัวเอง จบการนำเที่ยวอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงไว้เท่านี้ละครับ ไว้มีโอกาสคงได้ลงไปนั่งกินข้าวบรรยากาศดีๆ ในร้านอาหารริมอ่างเก็บน้ำกันบ้าง






งานประเพณีแซนโฎนตา ชาวสุรินทร์ร่วมกันประกอบพิธีแซนโฏนตา บูชาบรรพบุรุษยิ่งใหญ่ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ ประเพณีที่มีความสำคัญ ของชาวไทยเชื้อสายเขมร และชาวกูย ในจังหวัดสุรินทร์ ที่ถือปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมายาวนานนับพันปี
งานประเพณีแซนโฎนตา จังหวัดสุรินทร์
งานประเพณีแซนโฎนตา นับเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวัดสุรินทร์ โดยจะมีการถือปฏิบัติขึ้นทุกปี เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความเอื้ออาทรต่อบุพการีผู้มีพระคุณ โดยถือกำหนดจัดขึ้นในแรม 14 เดือน 10 โดยชาวสุรินทร์เมื่อถึงวันจะพร้อมใจกันหยุดภาระกิจการงานและจะร่วมกันเซ่น ไหว้ขึ้นที่บ้านแต่ละบ้าน โดยยึดบ้านที่อาวุโสที่สุดของครอบครัว
พิธีแซนโฎนตา เซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษ ประกอบด้วยพิธีการทางศาสนา กราบพระ การบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นเป็นการรำเซ่นไหว้ บูชาบรรพบุรุษ และพิธีแซนโฎนตา เซ่นไหว้ บรรพบุรุษ โดยชาวจังหวัดสุรินทร์ ที่นำเครื่องเซ่นไหว้ มาร่วมพิธี ก็จะจุด เทียน ธูป เซ่นไหว้ บรรพบุรุษ ด้วยการเทเหล้า น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมเรียก ดวงวิญญาณ ของบรรพบุรุษ มารับอาหารที่ลูกหลาน ได้นำมาเซ่นไหว้ จากนั้นพระสงฆ์ ได้สวดมาติกา บังสุกุล เป็นอุทิศส่วนกุศล ให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว ต่อจากนั้น พระสงฆ์ได้ให้พร แก่ญาติโยมที่มาร่วมพิธีแซนโฎนตา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ เป็นอันเสร็จพิธี
ชาวสุรินทร์เชื้อสายเขมร เชื่อว่า การประกอบประเพณีแซนโฎนตา เป็นการที่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ให้ได้รับผลบุญกุศลที่อุทิศไป เชื่อว่าทำให้ทุกข์เวทนาจากบวงกรรมมีความบรรเทาเบาบางลง จึงให้มีการจัดพิธีแซนโฎนตา ขึ้นและให้มีการสืบทอดต่อๆกันมา ลูกหลานต้องปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ กันมาถึงทุกวันนี้ ถ้าญาติหรือลูกหลานประกอบพิธีแซนโฎนตา และทำบุญอุทิศให้ เชื่อว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ก็จะอวยพรให้ญาติหรือลูกหลานมีความสุขความเจริญประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมี เงินมีทองใช้ แต่ถ้าไม่ทำพิธีแซนโฎนตา ญาติที่ล่วงลับไป ก็จะโกรธและสาปแช่งญาติหรือลูกหลานไม่ให้มีความสุขความเจริญประกอบอาชีพฝืด เคือง ไม่ราบรื่น ดังนั้นลูกหลานของชาวไทยเชื้อสายเขมรทุกรุ่นจึงต้องประกอบพิธีแซนโฎนตามา ทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้
              
             จังหวัดสุรินทร์ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดสุรินทร์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมจัดงาน "ประเพณีแซนโฎนตา บูชาบรรพบุรุษ” ประจำปี 2556 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ณ บริเวณอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง อ.เมืองสุรินทร์ เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วย การจัดขบวนการแสดงรำพื้นบ้าน ขบวนแห่เครื่องจูนโฎนตา ที่ยิ่งใหญ่และงดงาม ภายใต้ชื่อ มหัศจรรย์เครื่องเซ่นไหว้ประเพณีแซนโฎนตาที่มากที่สุดในโลก ประกอบด้วย สำรับอาหารคาว หวานของสดและผลไม้ สำหรับไหว้ผู้อาวุโสในครอบครัว ขบวนแห่เครื่องแซนโฎนตา จากชุมชนและคุ้มวัดต่างๆ ประกอบด้วยสำรับอาหารคาวหวาน ขนม ข้าวต้มมัด กระยาสารท ฯลฯ สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
       สำหรับประเพณีแซนโฎนตา  (แซน-โดน-ตา  เป็นภาษาเขมร แปลว่า เซ่นไหว้บรรพบุรุษ) หรือวันสารทเขมร คล้ายวันสารทจีนนั่นเอง เป็นประเพณีที่ชาวไทยเชื้อสายเขมร ได้ถือปฏิบัติสืบทอดกันมา เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีแก่ผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณ โดยจะประกอบพิธีแซนโฎนตา ในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม 2556 จังหวัดสุรินทร์ จึงได้จัดงานขึ้นก่อนวันจริง 2 วัน เพื่อประชาชนจะได้อยู่ร่วมประกอบพิธีที่บ้านของตนเองในช่วงวันสำคัญดังกล่าว